ประกาศคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ


ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความ เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น ประกอบกับ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 บัญญัติให้คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ให้เหมาะสมกับลักษณะการบริหารและอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด และจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานกลางเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ที่คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นกำหนด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 (7 ) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และมติคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการประชุมครั้งที่ 5/2544 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ให้ประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ไว้ดังต่อไปนี้

หมวด 1

การออกจากราชการ


ข้อ 1 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกจากราชการเมื่อ

(1) ตาย
(2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
(3) ลาออกจากราชการและได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามข้อ 2
(4) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัยหรือข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 10 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือเนื่องจากไม่ผ่านการทดลองปฏิบัติราชการหรือขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด
(5) ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก
การออกจากราชการตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นคำสั่ง เว้นแต่การตายและการพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญเหตุสูงอายุกรณีผู้มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

การออกคำสั่งเกี่ยวกับการออกจากราชการตามวรรคสอง ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน เว้นแต่คำสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ 7 วรรคหนึ่ง วันออกจากราชการตาม (4) และ (5) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด 4
การต่อเวลาราชการให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ต้องออกจากราชการตาม (2) รับราชการต่อไป จะกระทำมิได้
ข้อ 2 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ออกคำสั่งให้ลาออกจากราชการ ทั้งนี้ การออกคำสั่งให้ลาออกจากราชการต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน
ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินเก้าสิบวันนับตั้งแต่วันขอลาออกก็ได้ แต่ต้องแจ้งการยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบ และให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาที่ยับยั้ง
ถ้านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้การลาออกนั้นมีผลตั้งแต่วันขอลาออก
ภายใต้บังคับวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก
การพิจารณาอนุญาตให้ลาออกและการยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกจากราชการให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด 3 ของมาตรฐานทั่วไปนี้

ข้อ 3 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ในกรณีที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้ถูกสั่งให้ออกมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ และการสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน นอกจากให้ทำได้ในกรณีที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทั่วไปนี้ และกรณีที่กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นบัญญัติให้ผู้ถูกสั่งให้ออก มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนแล้ว นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการตามข้อ 68 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ทำความเห็นเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกคำสั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ในกรณีต่อไปนี้ด้วย คือ

(1) เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดยสม่ำเสมอ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นสมควรให้ออกจากราชการ

(2) เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ

(3) เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดไม่มีสัญชาติไทย ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้ไม่เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่ากรณีมีมูล ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดย ไม่ชักช้า และให้นำข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีมติเห็นชอบดังกล่าวแล้ว ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
(5) เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติราชการ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำหนด ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการได้

ข้อ 4 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหา หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่ากรณีมีมูล ถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ในการสอบสวนนี้จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย ทั้งนี้ ให้นำข้อ 22 วรรคห้าและวรรคหก ข้อ 23 และข้อ 68 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติเป็นประการใด ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ในกรณีที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติเห็นชอบให้ผู้นั้นออกจากราชการ ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
การสอบสวนพิจารณา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นกรณีการกระทำที่ปรากฏชัดแจ้งตามหมวด 3 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย จะดำเนินการโดยไม่สอบสวนก็ได้

ข้อ 5 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามข้อ 22 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย และคณะกรรมการสอบสวน หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่ากรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่า ผู้นั้นได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษตามข้อ 68 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัย ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการ ตามข้อ 68 วรรคสี่ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ทำความเห็นเสนอ และเมื่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติเป็นประการใด ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ในกรณีคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติให้ผู้นั้นออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ข้อ 6 เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาล หรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็ได้

ข้อ 7 เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ

ผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการตามวรรคหนึ่ง และต่อมาปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการตามข้ออื่นอยู่ก่อนไปรับราชการทหาร ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อพิจารณามีมติให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกตามวรรคหนึ่งเป็นให้ออกจากราชการตามข้ออื่นนั้นได้

ข้อ 8 ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่าสมควรที่จะต้องสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ 3 (4) หรือข้อ 4 กลับเข้ารับราชการให้นำข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้รายงานคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อทราบ

ข้อ 9 เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นสมควรให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกจากราชการในเรื่องใด ถ้าคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม หรือเพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปฏิบัติการตามมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกรณีการให้ออกจากราชการเนื่องจากมีผลการประเมินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด หรือขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งโดยไม่ได้รับการยกเว้น โดยถูกต้องและเหมาะสมตามความเป็นธรรม ก็ให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำหนดประเด็น หรือข้อสำคัญไปให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนเดิมทำการสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมได้

ข้อ 10 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นผู้ใดมีกรณีที่สมควรให้ออกจากงานหรือออกจากราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นนั้นอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจพิจารณาดำเนินการตามมาตรฐานทั่วไปนี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอนก็ให้สืบสวนหรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งเรื่องให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ผู้นั้นสังกัดอยู่พิจารณาดำเนินการต่อไปตามมาตรฐานทั่วไปนี้โดยอนุโลม และในกรณีที่จะต้องสั่งให้ออกจากราชการ ให้ปรับบทกรณีให้ออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นนั้น

หมวด 2

การสั่งพักราชการ และการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน


ข้อ 11 การสั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ระยะเวลาให้พักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณาให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวดนี้

ข้อ 12 เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะสั่งให้ผู้นั้นพักราชการได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) ผู้นั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจและผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณา เห็นว่าถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ

(2) ผู้นั้นมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าถ้าคงอยู่ในหน้าที่ราชการจะเป็นอุปสรรคต่อการ สอบสวนพิจารณา หรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น

(3) ผู้นั้นอยู่ในระหว่างถูกควบคุมหรือขังโดยเป็นผู้ถูกจับในคดีอาญาหรือต้องจำคุกโดยคำพิพากษาและได้ถูกควบคุม ขัง หรือต้องจำคุก เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวันแล้ว

(4) ผู้นั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนและต่อมามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดอาญาในเรื่องที่สอบสวนนั้นหรือผู้นั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนภายหลังที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดอาญาในเรื่องที่สอบสวนนั้น และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าการกระทำความผิดอาญาของผู้นั้นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 13 การสั่งพักราชการให้สั่งพักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา เว้นแต่กรณีผู้ถูกสั่งพัก

ได้ร้องทุกข์และคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าคำร้องทุกข์ฟังขึ้นและไม่สมควรที่จะสั่งพักราชการ ก็ให้มีมติให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกคำสั่งสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการก่อนการสอบสวนพิจารณาเสร็จสิ้นได้

ข้อ 14 ในกรณีที่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนหลายสำนวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหลายคดี เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ ถ้าจะสั่งพักราชการให้สั่งพักทุกสำนวนและทุกคดี

ในกรณีที่ได้สั่งพักราชการในสำนวนใด หรือคดีใดไว้แล้ว ภายหลังปรากฏว่าผู้ถูกสั่งพัก ราชการนั้นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนในสำนวนอื่น หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาในคดีอื่นเพิ่มขึ้นอีก เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการรับเป็นทนาย แก้ต่างให้ ก็ให้สั่งพักราชการในสำนวนหรือคดีอื่นที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย

ข้อ 15 การสั่งพักราชการ ห้ามมิให้สั่งพักย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่

(1) ผู้ซึ่งจะถูกสั่งพักราชการอยู่ในระหว่างถูกควบคุมหรือขังโดยเป็นผู้ถูกจับในคดีอาญาหรือต้องจำคุกโดยคำพิพากษา การสั่งพักราชการในเรื่องนั้นให้สั่งพักย้อนหลังไปถึงวันที่ถูกควบคุม ขัง หรือต้องจำคุก

(2) ในกรณีที่ได้มีการสั่งพักราชการไว้แล้วถ้าจะต้องสั่งใหม่เพราะคำสั่งเดิมไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ให้สั่งพักตั้งแต่วันให้พักราชการตามคำสั่งเดิม หรือตามวันที่ควรต้องพักราชการในขณะที่ออกคำสั่งเดิม

ข้อ 16 คำสั่งพักราชการต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกสั่งพัก ตลอดจนกรณีและเหตุที่สั่งให้พักราชการ

เมื่อได้มีคำสั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดพักราชการแล้ว ให้แจ้งคำสั่งให้ผู้นั้นทราบพร้อมทั้งส่งสำเนาคำสั่งให้ด้วยโดยพลัน ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งให้ผู้นั้นทราบได้ หรือผู้นั้นไม่ยอมรับทราบคำสั่ง ให้ปิดสำเนาคำสั่งไว้ ณ ที่ทำการที่ผู้นั้นรับราชการอยู่และมีหนังสือแจ้งพร้อมกับส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปให้ผู้นั้น ณ ที่อยู่ของผู้นั้นซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นได้ทราบคำสั่งพักราชการแล้ว

ข้อ 17 เมื่อข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการตามข้อ 12 และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าการสอบสวนพิจารณา หรือการพิจารณาคดีที่เป็นเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้

ให้นำข้อ 13 ข้อ 14 และข้อ 16 มาใช้บังคับแก่การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยอนุโลม

ข้อ 18 เมื่อได้สั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดพักราชการไว้แล้ว นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะพิจารณาตามข้อ 17 และสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนอีกชั้นหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน

ข้อ 19 การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะสั่งให้ออกตั้งแต่วันใด ให้นำข้อ 15 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่สำหรับการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนในกรณีตามข้อ 18 ให้สั่งให้ออกตั้งแต่วันพักราชการเป็นต้นไป

ข้อ 20 เมื่อได้สั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาเป็นประการใดแล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ดำเนินการตามข้อ 68 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 31 ของ มาตรฐานทั่วไปนี้ แล้วแต่กรณี

(2) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งพักราชการนั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง และไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการ ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ทั้งนี้สำหรับการสั่งให้ผู้ถูกสั่งพักราชการกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน แล้วดำเนินการตามข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัยหรือข้อ 31 ของมาตรฐานทั่วไปนี้แล้วแต่กรณี

(3) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นกระทำผิดวินัยอย่าง ไม่ร้ายแรง และไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการ ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ทั้งนี้ สำหรับการสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตาม คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน แล้วดำเนินการตามข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 31 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ แล้วแต่กรณี

(4) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งพักราชการนั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง และ ไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุอื่น แต่ไม่อาจสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ ราชการได้ เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้วก็ให้ดำเนินการตามข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 31 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ

การดำเนินการตามข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 31 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ ในกรณีที่จะสั่งลงโทษตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน การสั่งลงโทษดังกล่าวให้สั่งย้อนหลังไปถึงวันสุดท้ายก่อนวันพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

(5) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุอื่น แต่ไม่อาจสั่งให้กลับเข้ารับราชการได้ เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์นั้นแล้ว ก็ให้ดำเนินการตามข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 31 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อให้ผู้นั้นเป็นผู้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น และให้นำ (4) วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(6) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ดำเนินการตามข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 31 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ แล้วแต่กรณี แล้วให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการตามเหตุนั้น โดยไม่ต้องสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ และให้นำ (4) วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(7) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการ ก็ให้สั่งยุติเรื่อง และให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการตาม (2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี

(8) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งพักราชการนั้นมิได้กระทำผิดวินัยและไม่มีกรณีที่ จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุอื่น แต่ไม่อาจสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว ก็ให้สั่งยุติเรื่อง

(9) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นมิได้กระทำผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุอื่น แต่ไม่อาจสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ ได้ เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์นั้นแล้ว ก็ให้สั่งยุติเรื่องและมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อให้ผู้นั้นเป็นผู้พ้นจากราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

(10) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดวินัย แต่มีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออก จากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ

ข้อ 21 การออกคำสั่งพักราชการ คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือคำสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือกลับเข้ารับราชการ ให้มีสาระสำคัญตามแบบ พอก.1 แบบ พอก.2 แบบ พอก.3 หรือ แบบ พอก.4 แล้วแต่กรณี ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

หมวด 3

การลาออกจากราชการ


ข้อ 22 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการตามข้อ 2 ให้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามแบบ ลก.1 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

การยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ นอกจากกรณีลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งตามข้อ 2 วรรคสี่ ให้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยว่า 30 วัน

ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่ามีเหตุผลความจำเป็นเป็นพิเศษ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวันขอลาออกให้ผู้ที่ประสงค์จะลาออกจากราชการยื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้าน้อยกว่า 30 วันก็ได้

หนังสือขอลาออกจากราชการที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือที่มิได้ระบุวันขอลาออกให้ถือวันถัดจากวันครบกำหนด 30 วันนับแต่วันยื่นเป็นวันขอลาออก

ข้อ 23 เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับหนังสือขอลาออกแล้ว ให้บันทึกวันยื่นหนังสือขอลาออกนั้นไว้เป็นหลักฐาน และให้ตรวจสอบว่าหนังสือขอลาออกดังกล่าวได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วันหรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือขอลาออก

ข้อ 24 เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับหนังสือขอลาออกจากราชการของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดแล้ว ถ้าเป็นหนังสือขอลาออกจากราชการที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่าสามสิบวัน หรือที่มิได้ระบุวันขอลาออก ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาว่าควรอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจากราชการหรือจะสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก โดยให้ดำเนินการดังนี้

(1) ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าควรอนุญาตให้ลาออกจากราชการได้ ให้เสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ผู้นั้นลาออกจากราชการ และให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกคำสั่งให้ลาออกเป็นลายลักษณ์อักษร ตามแบบ ลก.3 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ ให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอลาออก แล้วแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอลาออกด้วย

(2) ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าควรยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก เนื่องจากจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีคำสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอลาออก แล้วแจ้งคำสั่งดังกล่าวพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอลาออกด้วย ทั้งนี้ การยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก ให้สั่งยับยั้งได้เพียงครั้งเดียวและจะขยายอีกไม่ได้ เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกตาม (2) ก่อนครบกำหนดเวลาที่ยับยั้งตามข้อ 2 วรรคสอง หากผู้ขอลาออกจากราชการประสงค์จะถอนหนังสือขอลาออก

ย่อมมีสิทธิกระทำได้โดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ตามแบบ ลก.2 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ ยื่นต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด การจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำมิได้

ในกรณีเป็นหนังสือขอลาออกจากราชการที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับหนังสือขอลาออกดังกล่าวแล้ว ให้มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวันขอลาออกว่าจะอนุญาตให้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน ตามที่ผู้ขอลาออกได้ยื่นไว้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทราบว่าวันขอลาออกในกรณีดังกล่าวคือวันที่ระบุไว้ในหนังสือขอลาออกหรือวันถัดจากวันครบกำหนด 30 วันนับแต่วันยื่นหนังสือขอลาออก แล้วให้พิจารณาดำเนินการตาม (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี

ข้อ 25 ในกรณีที่ผู้ขอลาออกได้ออกจากราชการไปตามข้อ 2 วรรคสอง และวรรคสาม ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหนังสือแจ้งวันออกจากราชการให้ผู้ขอลาออกทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการและแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบด้วย

ข้อ 26 การยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัคร

รับเลือกตั้งตามข้อ 2 วรรคสี่ ให้ยื่นต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอย่างช้าภายในวันที่ขอลาออก และให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอหนังสือขอลาออกนั้นต่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการลาออกโดยเร็ว

เมื่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบการลาออกตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกคำสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการได้ตั้งแต่วันที่ขอลาออก

หมวด 4

วันออกจากราชการ


ข้อ 27 การออกจากราชการของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามข้อ 1 (4) และ (5) จะออกจากราชการตั้งแต่วันใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวดนี้

ข้อ 28 การสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัย หรือข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 10 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือเนื่องจากไม่ผ่านการทดลองปฏิบัติราชการหรือขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ห้ามมิให้สั่งให้ออกย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่

(1) การสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ 6 โดยปกติให้สั่งให้ออกตั้งแต่วันต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาล หรือโดยคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

(2) การสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ 7 วรรคหนึ่ง ให้สั่งให้ออกตั้งแต่วันไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(3) ในกรณีที่ได้มีการสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการไปแล้ว ถ้าจะต้องสั่งใหม่หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นให้ออกจากราชการตามข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ให้ออกจากราชการตามข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 10 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือให้ออกจากราชการเนื่องจากไม่ผ่านการทดลองปฏิบัติราชการหรือขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสำหรับข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ก็ให้สั่งให้ออกย้อนหลังไปถึงวันที่ควรต้องออกจากราชการตามกรณีนั้นในขณะที่ออกคำสั่งเดิม

(4) กรณีใดมีเหตุสมควรสั่งให้ออกจากราชการย้อนหลัง ก็สั่งให้ออกย้อนหลังไปถึงวันที่ควรจะต้องออกจากราชการตามกรณีนั้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการทำให้เสียประโยชน์ตามสิทธิโดยชอบธรรมของผู้ถูกสั่งให้ออกนั้น

ข้อ 29 การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย จะสั่งให้ออกตั้งแต่วันใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อ 19 ของมาตรฐานทั่วไปนี้

ข้อ 30 การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ห้ามมิให้สั่งปลดออก หรือไล่ออกย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่

(1) ในกรณีที่ได้มีคำสั่งให้พักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อจะสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ให้สั่งปลดออกหรือไล่ออกตั้งแต่วันพักราชการ หรือวันให้ออกจากราชการไว้ก่อน แล้วแต่กรณี

(2) การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ในกรณีกระทำผิดวินัยโดยละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันและไม่กลับมาปฏิบัติราชการอีกให้ปลดออกหรือไล่ออกตั้งแต่วันละทิ้งหน้าที่ราชการนั้น

(3) การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ในกรณีกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก โดยปกติให้สั่งปลดออกหรือไล่ออกตั้งแต่วันต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือวันต้องคำพิพากษาถึงที่สุด หรือวันถูกคุมขังติดต่อกันจนถึงวันต้องคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

(4) ในกรณีที่ได้มีการสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการไปแล้ว ถ้าจะต้องสั่งใหม่หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง การลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ในกรณีเช่นนี้ ให้สั่งย้อนหลังไปถึงวันออกจากราชการตามคำสั่งเดิม แต่ถ้าวันออกจากราชการตามคำสั่งเดิมไม่ถูกต้อง ก็ให้สั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกย้อนหลังไปถึงวันที่ควรต้องออกจากราชการตามกรณีนั้นในขณะที่ออกคำสั่งเดิม

(5) ในกรณีที่ได้มีการสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุอื่นอันมิใช่เป็นการลงโทษทางวินัยไปแล้ว ถ้าจะต้องสั่งใหม่หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการให้สั่งปลดออกหรือไล่ออกย้อนหลังไปถึงวันที่ควรต้องลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามกรณีนั้นขณะที่ออกคำสั่งเดิม

(6) การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ในกรณีที่ผู้ซึ่งจะต้องถูกสั่งนั้นได้ออกจากราชการ โดยถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการในกรณีอื่น หรือได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการไปก่อนแล้ว ให้สั่งปลดออกหรือไล่ออกย้อนหลังไปถึงวันออกจากราชการนั้น

(7) การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ในกรณีที่ผู้ซึ่งจะต้องถูกสั่งนั้นได้พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปก่อนแล้ว ให้สั่งปลดออกหรือไล่ออกย้อนหลังไปถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

(8) กรณีใดมีเหตุสมควรสั่งปลดออก หรือไล่ออกจากราชการย้อนหลัง ก็ให้สั่งปลดออกหรือไล่ออกย้อนหลังไปถึงวันที่ควรจะต้องออกจากราชการตามกรณีนั้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการทำให้เสียประโยชน์ตามสิทธิโดยชอบธรรมของผู้ถูกสั่งลงโทษนั้น

ข้อ 31 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีที่สมควรให้ออกอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วนการสอบสวน การพิจารณา และการดำเนินการออกคำสั่งให้ออกจากราชการ ให้ดำเนินการตามมาตรฐานทั่วไปนี้ เว้นแต่

(1) กรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้สอบสวนโดยถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไปแล้วก่อนที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับและยังสอบสวนไม่เสร็จก็ให้สอบสวนตามกฏหมายนั้นต่อไปจนกว่าจะเสร็จ

(2) ในกรณีที่ได้มีการสอบสวนหรือพิจารณาโดยถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ใน ขณะนั้นเสร็จไปแล้วก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ ให้การสอบสวนหรือพิจารณาแล้วแต่กรณีเป็นอันใช้ได้

(3) กรณีที่ได้มีการรายงาน หรือส่งเรื่อง หรือสำนวนเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ อ.ก.จ.จังหวัด หรือ ก.จ. หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาโดยถูกต้องตาม กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาตามกฎหมายนั้นต่อไป เมื่อมีมติเป็นประการใดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2544

 

 

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

(ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประธานกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

 

 

 

แบบ พอก.1

คำสั่ง……….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………/………..(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพักราชการ

---------------------------

ด้วย…ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการ)…ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด….………

ตำแหน่ง……………………..………ระดับ…………สังกัด………………………………………..….

รับเงินเดือนในอันดับ…………….ขั้น………………..บาท มีกรณี…………......……..……..(ถูกกล่าวหาว่า

กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำ

ความผิดอาญา) ในเรื่อง……………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………….

และมีเหตุให้พักราชการได้ตามข้อ 12 (…..…..) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ

คือ……………………………………………………………………………………………..…………….

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ข้อ 12 (…..…) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ และมติของคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการประชุมครั้งที่……/……เมื่อวันที่……..เดือน………..……………………

พ.ศ…………จึงให้………….……..(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการ)……………..……..พักราชการเพื่อรอฟังผล

การสอบสวนพิจารณา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่…………………………….เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่……………………….. พ.ศ. …………

(ลงชื่อ)

(…………ชื่อผู้สั่ง…………..)

…………..(ตำแหน่ง)………..

 

 

หมายเหตุ 1. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุ ชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการ

บริหารงาน และตำแหน่งในสายงาน

2. การระบุเรื่องที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่า

กระทำความผิดอาญา ถ้ามีหลายเรื่องให้ระบุทุกเรื่อง

3. การระบุเหตุการพักราชการตามข้อ 12 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออก

จากราชการ ถ้ามีหลายเหตุให้ระบุทุกเหตุ

 

 

แบบ พอก.2

คำสั่ง……..(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./………..(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกจากราชการไว้ก่อน

----------------------------

ด้วย…..(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน)…………ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด…….…… ตำแหน่ง…………………………..…ระดับ……สังกัด……………………….……รับเงินเดือนในอันดับ…………..ขั้น………………บาท มีกรณี………………(ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา) ในเรื่อง…………………………………….………………………………………...…………………………… และมีเหตุให้พักราชการได้ตามข้อ 12 (……) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ คือ…………………………………………………………..……………………และได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนพิจารณาหรือการพิจารณาคดีที่เป็นเหตุให้สั่งพักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ข้อ 17 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ประกอบกับมติของคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการประชุมครั้งที่………../………เมื่อวันที่……..…เดือน……………… พ.ศ……….. จึงให้…..……...(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน) ……… เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา
ทั้งนี้ ตั้งแต่………………………………เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่…………………………. พ.ศ. ………..

(ลงชื่อ)

(………….ชื่อผู้สั่ง……………)

………….(ตำแหน่ง)…………..

 

 

หมายเหตุ 1. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการบริหาร
งาน และตำแหน่งในสายงาน
2. การระบุเรื่องที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่า
กระทำความผิดอาญา ถ้ามีหลายเรื่องให้ระบุทุกเรื่อง
3. การระบุเหตุการพักราชการตามข้อ 12 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจาก
ราชการ ถ้ามีหลายเหตุให้ระบุทุกเหตุ

 

 

แบบ พอก.3

(ให้กลับโดยไม่มีความผิด)

คำสั่ง……….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………/………..(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

(กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ)

----------------------------

 

ตามคำสั่ง………………………….……………ที่…………/………….วันที่…………..

พ.ศ. ………….. สั่งให้……(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการหรือผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน)…………..ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด……….. ตำแหน่ง………….…….ระดับ…..สังกัด………………..รับเงินเดือนในอันดับ…..…ขั้น…….….บาท พักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่………………. เป็นต้นไป นั้น

บัดนี้ ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า…………………….(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน) มิได้กระทำผิดวินัยและไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการ

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัย ข้อ 20 (…….) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ประกอบกับมติของคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการประชุมครั้งที่……./……เมื่อวันที่………เดือน……………..

พ.ศ……….. จึงให้………...(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการหรือผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน)……………

กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ (หรือกลับเข้ารับราชการ) ในตำแหน่ง……………………………………….ระดับ………..สังกัด……….………..…………ตำแหน่งเลขที่……………………โดยให้ได้รับเงินเดือนในอันดับ……………ขั้น…………………….บาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่………………………………เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่………………………… พ.ศ. ………….

(ลงชื่อ)

(………....ชื่อผู้สั่ง……………..)

………..(ตำแหน่ง)…………….

 

 

หมายเหตุ 1. การระบุชื่อตำแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการบริหาร

งาน และตำแหน่งในสายงาน

2. ข้อความใดที่มิได้ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ พอก.4

(ให้กลับโดยมีความผิด)

คำสั่ง………(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

(กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือกลับเข้ารับราชการ)

----------------------------

ตามคำสั่ง……………………………..ที่………./…………..วันที่………พ.ศ. ………….. สั่งให้…….(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการหรือผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน)……… ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตำแหน่ง………………………ระดับ………...สังกัด……………………….รับเงินเดือนในอันดับ…………ขั้น………..บาท พักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่……………………เป็นต้นไป นั้น
บัดนี้ ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า………………...…(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน)..……กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการ
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่น พ.ศ.2542 ข้อ 25 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ข้อ 20 (..……) ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ และมติคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการประชุมครั้งที่…..……./………..เมื่อวันที่……….เดือน…………………พ.ศ…...…..จึงให้………………………………..………..(ระบุชื่อผู้ถูกสั่งพักราชการหรือผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน).…………………………………….กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ (หรือกลับเข้ารับราชการ) ในตำแหน่ง……………….….ระดับ…………..สังกัด……….…………..……ตำแหน่งเลขที่………………โดยให้ได้รับเงินเดือนในอันดับ…………ขั้น…………………….บาท
ทั้งนี้ ตั้งแต่………………………………เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่………………………… พ.ศ. ………….

(ลงชื่อ)

(………....ชื่อผู้สั่ง……………..)

………..(ตำแหน่ง)…………….

 

 

 

 

หมายเหตุ 1. การระบุชื่อตำแหน่งของผู้ถูกสั่งให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการบริหาร

งาน และตำแหน่งในสายงาน

2. ข้อความใดที่มิได้ใช้ให้ตัดออก

 

 

 

 

 

 

แบบ ลก.1

แบบหนังสือขอลาออกจากราชการ

เขียนที่……………………………

วันที่…………..เดือน…………………พ.ศ…………….

เรื่อง ขอลาออกจากราชการ

เรียน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด………………………….

ด้วยข้าพเจ้า……………………………………………………...ได้เริ่มรับราชการเมื่อวันที่……เดือน……………พ.ศ……….. สังกัด…..(ชื่อหน่วยงานที่บรรจุครั้งแรก)………..………………..ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง…………………………..ระดับ…………..กอง/ส่วน/สำนัก…………………...….… องค์การบริหารส่วนจังหวัด………………………..อำเภอ…………………….จังหวัด…………………….ได้รับเงินเดือนอันดับ………………………….ขั้น……….………….…บาท มีความประสงค์ขอลาออกจากราชการเนื่องจาก………………………………………….…………………………………………………...
จึงเรียนมาเพื่อขอลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่…….เดือน……………..พ.ศ………………

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ)…………………………………

(………………………………)

หมายเหตุ ตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ

1. ให้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด .

โดยให้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วัน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผล

ความจำเป็นเป็นพิเศษ หรือกรณีลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อสมัคร

รับเลือกตั้ง

2. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จะอนุญาตให้ยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนวันขอลา

ออกน้อยกว่า 30 วันก็ได้โดยให้มีคำสั่งอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวันอลาออก

3. ถ้ายื่นหนังสือขอลาออกจากราชการล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน โดย

ไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือยื่น

หนังสือขอลาออกจากราชการโดยมิได้ระบุวันขอลาออก ให้ถือวันถัดจากวันครบ

กำหนด 30 วัน นับแต่วันยื่นเป็นวันขอลาออก

4. ในกรณีลาออกเพราะป่วย ให้แนบใบรับรองแพทย์เสนอไปด้วยว่าป่วยเป็นโรคอะไร

 

 

 

 

แบบ ลก.2

แบบถอนหนังสือขอลาออกจากราชการ

เขียนที่………………………………

วันที่…………..เดือน…………………พ.ศ…………..

เรื่อง ขอลาออกจากราชการ

เรียน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด……………………………….

อ้างถึง หนังสือขอลาออกจากราชการ ลงวันที่………….เดือน………………………..พ.ศ…………..

ตามที่ข้าพเจ้า…………………………………..………………...ได้เริ่มรับราชการเมื่อวันที่……เดือน………………พ.ศ……….. สังกัด…………..(ชื่อหน่วยงานที่บรรจุครั้งแรก)……….…….ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง…………………………..ระดับ………..กอง/ส่วน/สำนัก……….……..…………... องค์การบริหารส่วนจังหวัด……………………..อำเภอ………………..จังหวัด…………………………….ได้รับเงินเดือนอันดับ………….ขั้น……….……………บาท ได้ยื่นความประสงค์ขอลาออกจากราชการเนื่องจาก…………………………………………………………………. นั้น
บัดนี้ ข้าพเจ้า……………………………มีความประสงค์ถอนหนังสือขอลาออกจากราชการ (ลก.1) ที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้ว เนื่องจาก…..….(เหตุผลประกอบ)……….…………………………
จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ)……………………………….

(……………………………..)

 

 

 

หมายเหตุ ตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ

1. ให้ยื่นแบบถอนหนังสือขอลาออกจากราชการ (ลก. 2) ต่อนายกองค์การบริหาร

ส่วนจังหวัด ก่อนครบกำหนดเวลาที่ยับยั้ง /ก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการ /

ก่อนวันครบกำหนด 30 วัน แล้วแต่กรณี

2. ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ได้รับแบบขอถอนหนังสือลาออกจากราชการ
(ลก.2) ดำเนินการเพิกถอนหนังสือขอลาออกจากราชการ (ลก.1) โดยไม่ชักช้า
3. การถอนหนังสือขอลาออกจากราชการ เมื่อได้ยื่นตามระเบียบงานสารบรรณแล้ว ให้
ถือว่าได้ยื่นต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยชอบแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
ต้องดำเนินการต่อไปโดยไม่ชักช้า การจำกัดสิทธิในอันที่จะมิให้มีการถอนหนังสือ
ขอลาออกจากราชการดังกล่าว จะกระทำมิได้

 

 

 

แบบ ลก.3

คำสั่ง………..(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………../………..(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดลาออกจากราชการ

--------------------------------

ด้วย……(ระบุชื่อผู้ลาออกราชการ)……ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด.……… … ตำแหน่ง……………………..………ระดับ…………องค์การบริหารส่วนจังหวัด…………………………. อำเภอ……………………….จังหวัด……………………รับเงินเดือนในอันดับ……….ขั้น……………บาท ขอลาออกจากราชการ เนื่องจาก………………………………………………………………………………
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และมติของคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการประชุมครั้งที่………….…/…………..….เมื่อวันที่……….เดือน…………………พ.ศ………..…จึงอนุญาต ให้………………………… (ระบุชื่อผู้ขอลาออกจากราชการ)………………….……..…ลาออกจากราชการเพื่อ……………………………………………………………………………………………………………
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่……………………………………เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่………………………..พ.ศ…………

(ลงชื่อ)

(……….ชื่อผู้สั่ง)……………)

………..(ตำแหน่ง)…………….