ประกาศคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย


ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล ตามความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น ประกอบกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 บัญญัติให้คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัยให้เหมาะสมกับลักษณะการบริหารและอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด และจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานกลางเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นกำหนด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 (6 ) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ประกอบกับมติคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการประชุมครั้งที่ 5/2544 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ให้ประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ไว้ดังต่อไปนี้

หมวด 1

วินัยและการรักษาวินัย


ข้อ 1 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้ โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ

ข้อ 2 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ข้อ 3 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม

ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น

การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 4 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ

ข้อ 5 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความอุตสาหะ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ

การประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิด วินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 6 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ

การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 7 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องถือว่าเป็นหน้าที่พิเศษที่จะสนใจและรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหวอันอาจเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติและต้องป้องกันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ประเทศชาติ จนเต็มความสามารถ

ข้อ 8 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องรักษาความลับของทางราชการ

การเปิดเผยความลับของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 9 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการจะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม

การขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 10 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้าม

ผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ

ชั่วครั้งคราว

ข้อ 11 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดย ปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย

การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัย

อย่างร้ายแรง

ข้อ 12 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ

ข้อ 13 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการจะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้

การละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 14 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ

ข้อ 15 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหง ประชาชนผู้ติดต่อราชการ

การดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 16 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการ

หาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน

ข้อ 17 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

ข้อ 18 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการโดยอนุโลม

ข้อ 19 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใด ๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว

การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อ 20 ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ป้องกันมิให้ผู้อยู่ ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

การเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ให้กระทำโดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี การฝึกอบรม การสร้างขวัญและกำลังใจ การจูงใจ หรือการอื่นใดในอันที่จะเสริมสร้างและพัฒนาทัศนคติ

จิตสำนึก และพฤติกรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปในทางที่มีวินัย

การป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ให้กระทำโดยการเอาใจใส่ สังเกตการณ์ และขจัดเหตุที่อาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัยในเรื่องอันอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการป้องกันตามควรแก่กรณีได้

เมื่อปรากฏกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัย โดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที

เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐาน ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดรีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย จึงจะยุติเรื่องได้ ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที

การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้ดำเนินการตามที่กำหนดในมาตรฐานทั่วไปนี้

ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อนี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริต ให้ถือว่า ผู้นั้นกระทำผิดวินัย

ข้อ 21 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางวินัยตามที่กำหนดในหมวดนี้ ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัย จักต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่กำหนดในหมวด 2

โทษทางวินัยมี 5 สถาน คือ

(1) ภาคทัณฑ์

(2) ตัดเงินเดือน

(3) ลดขั้นเงินเดือน

(4) ปลดออก

(5) ไล่ออก

หมวด 2

การดำเนินการทางวินัย


ข้อ 22 การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้สอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรมโดยไม่ชักช้า และต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา

ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและการให้ปากคำของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินำทนายความ หรือที่ปรึกษาเข้าฟังการชี้แจงหรือให้ปากคำของตนได้

การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการ

สอบสวนตามที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นสมควร ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่าง ร้ายแรงให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน

เมื่อดำเนินการตามวรรคสามแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยก็ให้ดำเนินการตาม ข้อ 67 หรือข้อ 68 แล้วแต่กรณี ถ้ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย จึงจะยุติเรื่องได้

ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามวรรคสาม ในเรื่องที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา

ตามข้อ 3 (4) หรือข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ และคณะกรรมการสอบสวนตามข้อดังกล่าวได้สอบสวนไว้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสาม จะนำสำนวนการสอบสวนตามข้อดังกล่าวมาใช้เป็นสำนวนการสอบสวน และทำความเห็นเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยถือว่าได้มีการสอบสวนตามวรรคสามแล้วก็ได้

การสอบสวนพิจารณากรณีที่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด 4

ในกรณีที่เป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในหมวด 3 จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่สอบสวนก็ได้

ข้อ 23 ให้กรรมการสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) ขอให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือห้างหุ้นส่วน บริษัท ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

(2) เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

ข้อ 24 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำ หรือละเว้นกระทำการใดที่พึงเห็นได้ว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นการกล่าวหาเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน หรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือเป็นการกล่าวหาเป็นหนังสือโดยผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับราชการ หรือความผิดลหุโทษ แม้ภายหลังผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว เว้นแต่ออกจากราชการเพราะตาย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาตามข้อ 20 และดำเนินการทางวินัยตามที่กำหนดในมาตรฐานทั่วไปนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ เว้นแต่กรณีที่ผลการสอบสวนพิจารณา ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยที่จะต้องลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ก็ให้งดโทษเสีย

ข้อ 25 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้ แต่ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณา

ว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด หรือกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น

เมื่อได้มีการสั่งให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนตามวรรคหนึ่งแล้ว ภายหลังปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอื่นอีก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจดำเนินการสืบสวน หรือพิจารณาตามข้อ 20 หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ 22 วรรคสาม ตลอดจนดำเนินการทางวินัยตามที่กำหนดในมาตรฐานทั่วไปนี้ต่อไปได้

ในกรณีที่สั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนกลับเข้ารับราชการ หรือสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจาก

ราชการไว้ก่อนออกจากราชการด้วยเหตุอื่นที่มิใช่เป็นการลงโทษเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้นั้น

มีสถานภาพเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ

การออกคำสั่งตามข้อนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน

เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือนและเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าวของผู้ถูกสั่งพักราชการ และผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น สำหรับผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าไม่มีกฎหมายหรือระเบียบดังกล่าว ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นเป็นผู้ถูกสั่งพักราชการ

การสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการและให้ออกจากราชการ

ไว้ก่อน และการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณาให้เป็นไปตามที่กำหนดในมาตรฐาน

ทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ

ข้อ 26 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น หรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้นั้นดำเนินการทางวินัยตามหมวดนี้โดยอนุโลม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือสอบสวนของทางผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอน ก็ให้สืบสวนหรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไปตามมาตรฐานทั่วไปนี้โดยอนุโลม และในกรณีที่จะต้องสั่งลงโทษทางวินัย ให้ปรับบทความผิดและลงโทษตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นหรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นนั้นโดยอนุโลม

 

หมวด 3

การกระทำที่ปรากฏชัดแจ้ง


ข้อ 27 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้ ถือเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะดำเนินการทางวินัยตามข้อ 67 โดยไม่สอบสวน หรืองดการสอบสวนก็ได้

(1) กระทำความผิดอาญาจนต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นกระทำผิด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษานั้นได้ความประจักษ์ชัดแล้ว

(2) กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและได้รับสารภาพในเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นหนังสือต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือให้ถ้อยคำสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนตามหมวด 4 และได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือ

ข้อ 28 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้ ถือเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะดำเนินการทางวินัย ตามข้อ 68 วรรคหนึ่ง โดยไม่สอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได้

(1) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกโดยศาลมิได้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้ หรือให้ลงโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(2) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ดำเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความ จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ

(3) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือให้ ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนตามหมวด 4 และได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือ

ข้อ 29 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องต่อหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่าถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการในกรณีดังต่อไปนี้ถือเป็นกรณีที่ปรากฏชัดแจ้งซึ่งจะดำเนินการให้ออกจากราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการโดยไม่สอบสวนก็ได้

    1. กระทำหรือละเว้นกระทำการใดจนต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นกระทำผิดแต่ให้รอการ
กำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่ให้รอการลงโทษไว้ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษานั้นได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว

(2) มีกรณีหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการ

หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ และได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือต่อคณะกรรมการสอบสวนตามหมวด 4 และได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือ

 

หมวด 4

การสอบสวนพิจารณา


ข้อ 30 เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม การสอบสวนพิจารณาข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อ 22 หรือข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งมี

กรณีถูกกล่าวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวดนี้

ข้อ 31 การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งจากข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนพิจารณาหรือเพื่อความยุติธรรม การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาจแต่งตั้งจากพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นหรือข้าราชการฝ่ายพลเรือนโดยได้รับความยินยอมจากต้นสังกัดก็ได้ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้ง จำนวนอย่างน้อยสามคน ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา และกรรมการอย่างน้อยอีกสองคน โดยให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นหรือข้าราชการฝ่ายพลเรือนด้วยก็ได้ และให้นำข้อ 36 ข้อ 37 ข้อ 38 ข้อ 47 และข้อ 48 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร หรือผู้ได้รับปริญญาทางกฎหมาย หรือผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัยหรือผู้มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัยอย่างน้อยหนึ่งคน

เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แม้ภายหลังประธานกรรมการจะดำรงตำแหน่งระดับต่ำกว่า หรือเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ

ข้อ 32 คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา เรื่องที่กล่าวหา ชื่อและตำแหน่งของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน และผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ทั้งนี้ ให้มีสาระสำคัญตามแบบ สว.1 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง

ข้อ 33 เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่ง หรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

(2) ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวน และส่งหลักฐานการรับทราบ หรือถือว่ารับทราบตาม (1) พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ 34 เมื่อได้รับเรื่องตามข้อ 33 (2) แล้ว ให้ประธานกรรมการดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนต่อไป

ข้อ 35 การประชุมคณะกรรมการสอบสวน ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่การประชุมตามข้อ 43 และข้อ 57 ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด

การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย แต่ในกรณีจำเป็นที่ประธานกรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน

การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ข้อ 36 ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระทำการตามเรื่องที่กล่าวหา

(2) มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่สอบสวน

(3) มีสาเหตุโกรธเคืองผู้ถูกกล่าวหา

(4) เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา

หรือร่วมบิดาหรือมารดาของผู้กล่าวหา

(5) มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรม

การคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภายในเจ็ดวัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือวันทราบเหตุแห่งการคัดค้าน โดยแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การสอบสวนไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างไร ในการนี้ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดส่งสำเนาหนังสือคัดค้านและแจ้งวันที่ได้รับหนังสือคัดค้านดังกล่าวให้ประธานกรรมการทราบและรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

ในการพิจารณาเรื่องการคัดค้าน ผู้ซึ่งถูกคัดค้านอาจทำคำชี้แจงได้ หากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่าหนังสือคัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้ ให้สั่งให้ผู้ซึ่งถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน หาก

เห็นว่าหนังสือคัดค้านไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังได้ให้สั่งยกคำคัดค้านนั้น โดยให้สั่งการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้าน ทั้งนี้ ให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดังกล่าวด้วย พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ แล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนโดยเร็ว การสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด

ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่สั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในสิบห้าวันตามวรรคสาม ให้ถือว่าผู้ซึ่งถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวนและให้เลขานุการรายงานไปยังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อดำเนินการตามข้อ 38 ต่อไป

การพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน ไม่กระทบถึงการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ข้อ 37 ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตามข้อ 36 วรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้นรายงานต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและให้นำข้อ 36 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 38 ภายใต้บังคับข้อ 31 เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ถ้านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่ามีเหตุอันสมควร หรือจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน เพิ่ม หรือลดจำนวนผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน ให้ดำเนินการได้โดยให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย และให้นำข้อ 33 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การเปลี่ยนแปลงผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่งไม่กระทบถึงการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ข้อ 39 คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนตามที่กำหนดในหมวดนี้ เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหาและดูแลให้บังเกิดความยุติธรรมตลอดกระบวนการสอบสวน ในการนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนรวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่จำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณา และจัดทำบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนไว้ทุกครั้งด้วย

ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ห้ามมิให้บุคคลอื่นเข้าร่วมทำการสอบสวน

ข้อ 40 ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนภายในกำหนดระยะเวลา ดังนี้

(1) ดำเนินการประชุมตามข้อ 34 และแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาตามข้อ 42 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

(2) รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่มีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (1) แล้วเสร็จ

(3) แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ 43 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (2) แล้วเสร็จ

(4) รวบรวมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (3)

(5) ประชุมพิจารณาลงมติและทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตาม (4) แล้วเสร็จ

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ได้ ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จต่อนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเช่นนี้ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งขยายระยะเวลาดำเนินการได้ไม่เกินสองครั้ง ๆ ละไม่เกินสามสิบวัน

การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดทราบเพื่อติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป

ข้อ 41 การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ให้กรรมการสอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่าได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด

เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ จะใช้สำเนาที่กรรมการสอบสวนหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้องก็ได้

ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลาย หรือโดยเหตุประการอื่น จะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

ข้อ 42 เมื่อได้พิจารณาเรื่องที่กล่าวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามข้อ 34 แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหา

ได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร ในการนี้ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้

รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามที่กำหนดในข้อ 43

การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.2 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหา

ลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหรือไม่ อย่างไร

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการอย่างไร หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพ รวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควร ที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียด จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตามข้อ 57 และข้อ 58

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดำเนินการตามข้อ 43 ต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาแล้ว แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา หรือไม่มารับทราบ ข้อกล่าวหาให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.2 เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าวแม้จะไม่ได้รับแบบ สว.2 คืน ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบข้อกล่าวหาแล้ว และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามวรรคห้าต่อไป

ข้อ 43 เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ 42 แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไรและเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามข้อใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ หรือไม่ อย่างไร แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาโดยระบุข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามข้อใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ อย่างไร และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน

ข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบโดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา สำหรับพยานบุคคลจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้

การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.3 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี ที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงภายในเวลาอันสมควร แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อกล่าวหา และ

สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำเพิ่มเติมรวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว

การนำสืบแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือจะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอ ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้ว ให้ดำเนินการตามข้อ 57 และข้อ 58 ต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบหรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.3 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทาง

ราชการหรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง นัดมาให้

ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา การแจ้งในกรณีนี้ ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ สว.3 เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปี ที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวน หนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าวแม้จะไม่ได้รับแบบ สว.3 คืน หรือไม่ได้รับคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหาไม่มาให้ถ้อยคำตามนัด ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา ในกรณีเช่นนี้ คณะ

กรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จะสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้แล้วดำเนินการตามข้อ 57 และข้อ 58 ต่อไป แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาขอให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสำนวนการสอบสวนตามข้อ 58 โดยมีเหตุผลอันสมควร ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ

ข้อ 44 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานตามข้อ 43 เสร็จแล้ว ก่อนเสนอสำนวนการสอบสวนต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามข้อ 58 ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าจำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ดำเนินการได้ ถ้าพยานหลักฐานที่ได้เพิ่มเติมมานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลักฐานดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้เฉพาะพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหานั้น ทั้งนี้ ให้นำข้อ 43 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 45 ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้ยื่นคำชี้แจงหรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาไว้แล้วมีสิทธิยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม หรือขอให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ

เมื่อการสอบสวนแล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนใหม่ตามข้อ 56 ผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นคำชี้แจงต่อบุคคลดังกล่าวก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้รับคำชี้แจงนั้นรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

ข้อ 46 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะสอบสวนได้

ข้อ 47 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ห้ามมิให้กรรมการสอบสวนผู้ใดกระทำการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระทำการใดเพื่อจูงใจให้บุคคลนั้นให้ถ้อยคำอย่างใด ๆ

ข้อ 48 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน เว้นแต่ทนายความหรือที่ปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์ แห่งการสอบสวน

การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ให้บันทึกถ้อยคำมีสาระสำคัญตามแบบ สว.4 หรือแบบ สว.5 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ แล้วแต่กรณี เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังหรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้ เมื่อผู้ให้ถ้อยคำรับว่าถูกต้องแล้วให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

และให้คณะกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งร่วมสอบสวนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้า ให้กรรมการสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า

ในการบันทึกถ้อยคำ ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม และให้กรรมการสอบสวนผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคน กับผู้ให้ถ้อยคำ

ลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้น

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้นำมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 49 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเป็นพยานให้บุคคลนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำตามวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการสอบสวนกำหนด

ในกรณีที่พยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่มา หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนตามข้อ 39 และรายงานการสอบสวนตามข้อ 58

ข้อ 50 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสอบสวนตามข้อ 39 และรายงานการสอบสวนตามข้อ 58

ข้อ 51 ในกรณีที่จะต้องสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งอยู่ต่างท้องที่หรือส่วนราชการนอกการบังคับบัญชาของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ประธานกรรมการสอบสวนจะรายงานต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องที่นั้นสอบสวน หรือรวบรวมพยานหลักฐานแทนก็ได้ โดยกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่จะต้องสอบสวนไปให้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอให้ผู้บริหารท้องถิ่น หรือหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานนั้นเลือกพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่อยู่ในบังคับบัญชาตามที่เห็นสมควรอย่างน้อยอีกสองคนมาร่วมเป็นคณะทำการสอบสวน

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะทำการสอบสวนมีฐานะเป็นคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรฐานทั่วไปนี้ และให้นำข้อ 35 วรรคหนึ่ง ข้อ 39 วรรคสอง ข้อ 46 ข้อ 47 ข้อ 48 และข้อ 49 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 52 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยเร็ว ถ้านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามรายงาน ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้ทำการสอบสวน หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามที่กำหนดในหมวดนี้

ข้อ 53 ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้อื่น ให้คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นว่าข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วย ให้ประธาน

กรรมการรายงานไปยังนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีโดยเร็ว

ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่า กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามรายงาน ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้สอบสวน หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามที่กำหนดในหมวดนี้ กรณีเช่นนี้ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้สอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาได้

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยแยกเป็นสำนวนการสอบสวนใหม่ให้นำสำเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนเดิมรวมในสำนวนการสอบสวนใหม่ หรือบันทึกให้ปรากฏว่านำพยานหลักฐานใดจากสำนวนการสอบสวนเดิมมาประกอบการพิจารณาในสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วย

ข้อ 54 ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวน ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดในเรื่องที่ผู้นั้นหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นว่าการสอบสวน เรื่องนั้นมีมูลว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนผู้นั้นตามข้อ 22 ให้ดำเนินการตามที่กำหนดในมาตรฐานทั่วไปนี้ กรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนตามข้อ 22 จะนำสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ มาประกอบการพิจารณาก็ได้

ข้อ 55 ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดหรือต้องรับผิดในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ให้ถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องสอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา แต่ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ 43 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย

ข้อ 56 ในระหว่างการสอบสวน แม้จะมีการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาไปอยู่นอกบังคับบัญชาของนายก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วทำรายงานการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ 61 ข้อ 62 ข้อ 63 และข้อ 64 และให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนส่งเรื่องการสอบสวนทั้งหมดพร้อมทั้งความเห็นให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหา และให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนใหม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้น โดยถือเอาสำนวนการสอบสวนนั้นเป็นสำนวนการสอบสวนโดยไม่สอบสวนผู้ถูกกล่าวหาและพยานก็ได้ และให้นำความในข้อ 59 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 57 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้วให้ประชุมพิจารณา ลงมติ ดังนี้

(1) ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าผิดเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามข้อใดและควร ได้รับโทษสถานใด

(2) ผู้ถูกกล่าวหาหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการ

ให้ออกจากราชการ หรือไม่ อย่างไร

(3) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

ตามข้อ 5 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ หรือไม่ อย่างไร

ข้อ 58 เมื่อได้ประชุมพิจารณาลงมติตามข้อ 57 แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนทำรายงานการสอบสวนซึ่งมีสาระสำคัญตามแบบ สว.6 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้ เสนอต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้ง ให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบสวนด้วย

รายงานการสอบสวนอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง ในกรณีที่ไม่ได้สอบสวนพยานตาม
ข้อ 49 และข้อ 50 ให้รายงานเหตุที่ไม่ได้สอบสวนนั้นให้ปรากฏไว้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) ไว้ด้วย

(2) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา

(3) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร ถ้าผิด เป็นความผิดวินัยกรณีใดตามข้อใด และควรได้รับโทษสถานใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 5 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ หรือไม่ อย่างไร หรือมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามข้อ 5 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการ ให้ออกจากราชการ หรือไม่ อย่างไร

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานการสอบสวนแล้ว ให้เสนอสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้ง

สารบาญต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และให้ถือว่าการสอบสวนแล้วเสร็จ

ข้อ 59 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนมาแล้วให้นายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวนตามข้อ 61 ข้อ 62 ข้อ 63 และข้อ 64 แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิด หรือไม่มีเหตุที่จะให้ออกจากราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ สมควรยุติเรื่อง หรือกระทำ

ผิดที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสั่งการโดยเร็ว

(2) ในกรณีที่จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณา ตามข้อ 68 ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือตามข้อ 4 หรือข้อ 5 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ให้ดำเนินการโดยไม่ชักช้า และให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาโดยเร็ว

ข้อ 60 ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใดให้กำหนดประเด็น พร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปให้คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมไม่อาจทำการสอบสวนได้ หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเห็นเป็นการสมควร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่ขึ้นทำการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำข้อ 31 และข้อ 32 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งพยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมไปให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมโดยไม่ต้องทำความเห็น

ข้อ 61 ในกรณีที่ปรากฏว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในข้อ 31 ให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป ในกรณีเช่นนี้ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้อง

ข้อ 62 ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้อง ให้การสอบสวนตอนนั้นเสียไปเฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การประชุมของคณะกรรมการสอบสวนมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในข้อ 35 วรรคหนึ่ง

(2) การสอบปากคำบุคคลดำเนินการไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในข้อ 39 วรรคสอง ข้อ 46

ข้อ 47 ข้อ 48 วรรคหนึ่ง หรือข้อ 51

ในกรณีเช่นนี้ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการใหม่ให้ ถูกต้องโดยเร็ว

ข้อ 63 ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือไม่ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหา

ชี้แจง หรือนัดมาให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามข้อ 43 ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้ถ้อยคำ และนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามที่กำหนดในข้อ 43 ด้วย

ข้อ 64 ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามหมวดนี้ นอกจากที่กำหนดไว้ใน ข้อ 61 ข้อ 62 และข้อ 63 ถ้าการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว แต่ถ้าการสอบสวนตอนนั้นมิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้

ข้อ 65 การนับระยะเวลาตามมาตรฐานทั่วไปนี้ สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มระยะเวลาที่ขยายออกไป ส่วนเวลาสุดสิ้น ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา

ข้อ 66 ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2540) โดยอนุโลมจนกว่าจะแล้วเสร็จ ส่วนการพิจารณาสั่งการให้ดำเนินการตามมาตรฐานทั่วไปนี้

หมวด 5

การลงโทษทางวินัย


ข้อ 67 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือน

ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อย และมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจลงโทษตัดเงินเดือน และลดขั้นเงินเดือนข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามวรรคหนึ่งได้ดังนี้

(1) ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไม่เกิน 5 % และเป็นเวลาไม่เกินสามเดือน

(2) ลดขั้นเงินเดือนครั้งหนึ่งไม่เกินหนึ่งขั้น

ข้อ 68 ภายใต้บังคับวรรคสองแห่งข้อนี้ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบ การพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลงโทษต่ำกว่าปลดออก

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งตามข้อ 22 วรรคสาม หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วแต่กรณี เห็นว่าข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง สมควรลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

เพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการ ซึ่งผู้นั้นสังกัดอยู่พิจารณาทำความเห็นเสนอ และเมื่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีมติเป็นประการใด ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ผู้ใดถูกลงโทษปลดออกตามข้อนี้ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ

คณะอนุกรรมการพิจารณาการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการตามวรรคสอง ต้องไม่เป็นกรรมการในคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ตามข้อ 2 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ และให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

(1) รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดที่เห็นสมควร

    1. (2) นายอำเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ใน
จังหวัด

(3) ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารหรือข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

    1. ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคัดเลือกจากบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารงาน
บุคคลหรือเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานทางวินัย

คณะอนุกรรมการตามวรรคสี่ ให้มีกรรมการตาม (1) และ (2) ฝ่ายหนึ่ง กรรมการตาม (3) ฝ่ายหนึ่ง และกรรมการตาม (4) ฝ่ายหนึ่ง จำนวนฝ่ายละเท่า ๆ กัน

หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามวรรคสี่ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำหนด

ข้อ 69 การลงโทษข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด และมิให้เป็นไปโดยพยาบาท โดยอคติ หรือโดยโทสะจริตหรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิด ในคำสั่งลงโทษให้แสดงให้ชัดเจนว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยโดยมีข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวน พยานหลักฐาน และเหตุผลที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไร เป็นการกระทำผิดวินัยกรณีใด ตามข้อใด

การลงโทษตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นคำสั่ง และระบุสิทธิในการอุทธรณ์ และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ไว้ในคำสั่งด้วย วิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

    1. การสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ตามข้อ 67 หรือข้อ 70 วรรค
    2. สอง วรรคสาม ห้ามมิให้สั่งลงโทษย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่การสั่งลงโทษผู้ถูกพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด 3 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ และให้ทำคำสั่งตามแบบ ลท.1 แบบ ลท.2 หรือ แบบ ลท.3 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

    3. การสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ตามข้อ 68 หรือการสั่งลงโทษปลดออก
หรือไล่ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่อนุโลมใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ จะสั่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในหมวด 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ และให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.4 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

(3) การสั่งเพิ่มโทษ หรือลดโทษ เป็นไล่ออก หรือปลดออกจากราชการตามข้อ 68 หรือเป็นโทษไล่ออก หรือปลดออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่อนุโลมใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ จะสั่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันใด ให้นำ (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(4) การสั่งเพิ่มโทษ หรือลดโทษ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ ให้สั่งย้อนหลัง

ไปถึงวันที่คำสั่งลงโทษเดิมใช้บังคับ ทั้งนี้ การสั่งย้อนหลังดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงสิทธิและประโยชน์ที่ผู้ถูกสั่งลงโทษได้รับแล้ว

(5) การสั่งลดโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการตามข้อ 68 หรือโทษปลดออก หรือไล่ออก จากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่อนุโลมใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ ใช้บังคับ เป็นลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ จะสั่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันใด ให้นำ (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(6) คำสั่งเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ตามข้อ 70 วรรคสอง วรรคสาม ให้ทำคำสั่ง

ดังกล่าวตามแบบ ลท.5 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

(7) การสั่งยกโทษ งดโทษ ลดโทษ หรือเพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ตามข้อ 2 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยว

กับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.6 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

(8) การสั่งยกโทษ งดโทษ ลดโทษหรือเพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ตามข้อ 3 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ

สิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ และการสั่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการ ให้ทำคำสั่งดังกล่าวตามแบบ ลท.7 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

(9) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ ให้ทำเป็นคำสั่งมีสาระสำคัญ

แสดงเลขที่ และวัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่งเดิม ข้อความเดิมตอนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง และข้อความที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว

หมวด 6

การรายงานการดำเนินการทางวินัย


ข้อ 70 เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด โดยสั่งลงโทษ หรือลงทัณฑ์ หรืองดโทษตามข้อ 67 หรือสั่งยุติเรื่องแก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใด ให้รายงานไปยังคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุ กรรมการพิจารณาการดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการ ตามข้อ 68 วรรคสี่ พิจารณาทำความเห็นเสนอ และเมื่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นว่าการลงโทษ หรือลงทัณฑ์หรืองดโทษ หรือสั่งยุติเรื่องเป็นการไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมและมีมติเป็นประการใดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งหรือปฎิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ในกรณีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สั่งลงโทษ ลงทัณฑ์ เพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษหรือสั่งยุติเรื่อง ตามข้อ 68 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรฐานทั่วไปนี้ หรือสั่งให้ข้าราชการองค์กาบริหาร

ส่วนจังหวัดผู้ใดออกจากราชการตามข้อ 3 (4) หรือข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ ให้รายงานการดำเนินการทางวินัยหรือการสอบสวน หรือการให้ออกจากราชการต่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อทราบ

เมื่อคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้พิจารณามีมติตามวรรคหนึ่ง หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รายงานการดำเนินการทางวินัยตามวรรคสองแล้ว ให้รายงานไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัย การให้คำปรึกษา แนะนำ ชี้แจง และเพื่อให้มีการดำเนินการให้ถูกต้องเหมาะสม โดยให้ส่งสำเนาคำสั่ง 3 ฉบับ และบันทึกสรุปประวัติและ ข้อเท็จจริงซึ่งมีสาระสำคัญตามแบบ สป.1 ท้ายมาตรฐานทั่วไปนี้

เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้มีคำสั่งเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ถ้าเพิ่มโทษเป็นสถานโทษที่หนักขึ้น หรือลดโทษเป็นสถานโทษที่เบาลง หรืองดโทษ หรือยกโทษ คำสั่งลงโทษเดิมให้เป็นอันยกเลิก ถ้าลดโทษเป็นอัตราโทษที่เบาลง อัตราโทษส่วนที่เกินก็ให้เป็นอันยกเลิก ในกรณีที่คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนเป็นอันยกเลิก หรืออัตราโทษส่วนที่เกินเป็นอันยกเลิก ให้คืนเงินเดือนที่ได้ตัดหรือลดลงไปแล้วตามคำสั่งที่เป็นอันยกเลิก หรืออัตราโทษส่วนเกินที่เป็นอันยกเลิกนั้นให้แก่ผู้ถูกลงโทษ

ข้อ 71 เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ดำเนินการทางวินัย หรือพิจารณาลงความเห็นให้

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกจากราชการในเรื่องใด ถ้าคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม หรือเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ก็ให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่ต้องการทราบไปให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนที่นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้แต่งตั้งไว้เดิมทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ด้วย

ในการสอบสวนเพิ่มเติม ถ้าคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณาเห็นเป็นการสมควรส่งประเด็นหรือข้อสำคัญใดที่ต้องการทราบไปสอบสวนพยานหลักฐานซึ่งอยู่ต่างท้องถิ่น หรืออยู่นอกอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญนั้นไปให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อขอให้หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องถิ่นนั้นทำการสอบสวนแทนได้ และให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องถิ่นนั้นมีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 23 โดยอนุโลม

ในกรณีที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดส่งประเด็นหรือข้อสำคัญไปเพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนหรือหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ในเรื่องเกี่ยวกับกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดอย่างร้ายแรงตามข้อ 22 วรรคสาม ให้นำการสอบสวนพิจารณาตามข้อ 22วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 72 ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งลงโทษผู้นั้นตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วนการสอบสวน การพิจารณา และการดำเนินการเพื่อลงโทษ ให้ดำเนินการตามมาตรฐานทั่วไปนี้ เว้นแต่

(1) กรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้สอบสวนโดยถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไปแล้วก่อนที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับและยังสอบสวนไม่เสร็จก็ให้สอบสวนตามกฏหมายนั้นต่อไปจนกว่าจะเสร็จ

(2) ในกรณีที่ได้มีการสอบสวนหรือพิจารณาโดยถูกต้องตามกฏหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเสร็จไปแล้วก่อนวันที่มาตรฐานทั่วไปนี้ใช้บังคับ ให้การสอบสวนหรือพิจารณาแล้วแต่กรณีเป็นอันใช้ได้

(3) กรณีที่ได้มีการรายงาน หรือส่งเรื่อง หรือสำนวนเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ

อ.ก.จ.จังหวัด หรือ ก.จ.หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาโดยถูกต้องตามกฏหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและการพิจารณา ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจารณา เมื่อมีมติเป็นประการใดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2544

 

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

(ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประธานกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

 

 

 

 

แบบ สว.1

 

ครุฑ

คำสั่ง…(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)….

ที่………/……….(เลขปีพุทธศักราช)

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

---------------------

ด้วย………. ….(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)….………….… ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด

ตำแหน่ง…………………………..ระดับ………….สังกัด………………………………………………..

มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง / หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ /

บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการในเรื่อง………………..

(เรื่องที่กล่าวหา ถ้ากล่าวหาหลายเรื่องให้ระบุทุกเรื่อง)…………………………………………………..

อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และความในข้อ 22 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัย /ข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อ สอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

…………..(ชื่อและตำแหน่ง)………… เป็นประธานกรรมการ

…………..(ชื่อและตำแหน่ง)………… เป็นกรรมการ

ฯลฯ ฯลฯ

…………..(ชื่อและตำแหน่ง)………… เป็นกรรมการและเลขานุการ

…………..(ชื่อและตำแหน่ง)………… เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหมวด 4 ว่าด้วย

การสอบสวนพิจารณาของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทาง

วินัยให้แล้วเสร็จโดยเร็วแล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย

อย่างร้ายแรง / หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ /

ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือใน

กรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้อื่นและคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่

สอบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว

สั่ง ณ วันที่…………เดือน……………………พ.ศ………..

………….(ลายมือชื่อ)………..ผู้สั่ง

(………………………….)

…………(ตำแหน่ง)………

หมายเหตุ 1. การระบุชื่อและตำแหน่งของประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ

และผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ให้ระบุทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในทางบริหารและ

ตำแหน่งในสายงาน ตลอดจนระดับตำแหน่ง (ถ้ามี)

2. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา ให้ระบุทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในทาง

บริหาร และตำแหน่งในสายงาน ตลอดจนระดับตำแหน่ง (ถ้ามี)

3. ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการก็ได้

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ สว.2

บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามข้อ 42

ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

เรื่อง การสอบสวน…(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)….ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง /

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ /

ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

------------------------------

วันที่………เดือน………………….พ.ศ……………..

คณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่ง………...(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…………….

ที่………./……….เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่……….เดือน………………พ.ศ………..

ได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้…….(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)…....ผู้ถูกกล่าวหาทราบดังนี้

…………(อธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า

ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร)……………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………….……..

ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้วว่า ในการสอบสวนนี้

ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำ

หรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยาน หลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหา

ได้ด้วย

…………..(ลายมือชื่อ)…………ประธานกรรมการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการ

(…………………………………)

ฯลฯ

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการและเลขานุการ

(…………………………………)

 

 

 

ข้าพเจ้า………..(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)………..ได้ทราบข้อกล่าวหาและได้รับบันทึกนี้

1 ฉบับ ไว้แล้ว เมื่อวันที่……….เดือน………………….พ.ศ…………

…………(ลายมือชื่อ)…………..ผู้ถูกกล่าวหา

(…………………………………)

หมายเหตุ 1. ในกรณีที่เรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ต้องมีกรรมการ

สอบสวนร่วมแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ

สอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลงลายมือชื่อในบันทึก ทั้งนี้

ให้ทำบันทึกตามแบบ สว.2 นี้เป็น 2 ฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา 1 ฉบับ เก็บไว้ใน

สำนวนการสอบสวน 1 ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับ

ทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

2. ในกรณีที่ส่งบันทึกตามแบบ สว.2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูก

กล่าวหา ให้กรรมการสอบสวนลงลายมือชื่อในบันทึกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ

จำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้ทำบันทึกตามแบบ สว.2 เป็น 3 ฉบับ

เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวน 1 ฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา 2 ฉบับ เพื่อให้ผู้ถูก

กล่าวหาเก็บไว้ 1 ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบ

ส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการสอบสวน 1 ฉบับ

3. ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา

ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่ถูก

กล่าวหาดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะ

ปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม

กับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจาก

ราชการ อย่างไร หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำ

รับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย

4. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก

 

 

แบบ สว.3

 

บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

ตามข้อ 43 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

เรื่อง การสอบสวน…………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)………ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง /

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตน

ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

------------------------------

วันที่…………..เดือน………………………..พ.ศ. ……….

ตามที่คณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่ง……(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…….……

ที่………/……….เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่……….เดือน……………..พ.ศ. ………...

ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้……..(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)……………..ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามบันทึกการแจ้งและรับทราบ

ข้อกล่าวหาตามข้อ 42 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ลงวันที่……….เดือน………………..พ.ศ………… นั้น

บัดนี้ คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเสร็จแล้ว จึงแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ดังนี้

1. ข้อกล่าวหา

………….(ข้อกล่าวหาซึ่งปรากฏตามพยานหลักฐานว่ากรณีใดเป็นความผิดวินัยตามข้อใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออก จากราชการ อย่างไร)

…………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

2. สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาว่า

………(สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบโดยระบุวัน

เวลา สถานที่ และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา)…………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………

…………..(ลายมือชื่อ)…………ประธานกรรมการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการ

(…………………………………)

ฯลฯ ฯลฯ

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการและเลขานุการ

(…………………………………)

ข้าพเจ้า……(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)………..ได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐาน

ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และได้รับบันทึกนี้ 1 ฉบับ ไว้แล้ว เมื่อวันที่……..เดือน……....…..พ.ศ……………

………(ลายมือชื่อ)…………..ผู้ถูกกล่าวหา

(………………………………)

 

 

หมายเหตุ 1. การประชุมเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

ตามข้อ 43 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการ

ทางวินัย ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่า

กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าว

ลงลายมือชื่อในบันทึกนี้

2. ในกรณีที่เรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่

สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ทราบ ให้ทำบันทึกตามแบบ สว.3 นี้ เป็น 2 ฉบับ

มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา 1 ฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวน 1 ฉบับ และให้ผู้ถูก

กล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

3. ในกรณีที่ส่งบันทึกตามแบบ สว.3 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูก

กล่าวหา ให้ทำบันทึกตามแบบ สว.3 นี้เป็น 3 ฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวน

1 ฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา 2 ฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้ 1 ฉบับ และให้ผู้

ถูกกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวน

การสอบสวน 1 ฉบับ

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ สว.4

 

บันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา

เรื่อง การสอบสวน………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)……….ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง /

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตน

ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

---------------------------

สอบสวนที่…………………………………

วันที่………..เดือน…………………….พ.ศ……………….

ข้าพเจ้า……….(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)…………อายุ………..ปี สัญชาติ……………………….…...

ศาสนา……..อาชีพ…………ตำแหน่ง…………….สังกัด…………..อยู่บ้านเลขที่………หมู่ที่………………..

ตรอก / ซอย……………………………… ถนน…………………………………………………………….…..

แขวง / ตำบล……………………………………..เขต / อำเภอ………………………………………………….

จังหวัด………………………………………….

ข้าพเจ้าได้ทราบแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่อง……….(เรื่องที่กล่าวหา)…………… ตามคำสั่ง…..…(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)….…ที่……../………เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่…………...เดือน……………………...พ.ศ………………….และข้าพเจ้าขอให้ถ้อยคำตามความสัตย์จริงดังต่อไปนี้

…………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………...

…………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………..

 

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า คณะกรรมการสอบสวนมิได้กระทำการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา

หรือกระทำการใด เพื่อจูงใจให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำอย่างใดๆ และข้าพเจ้าได้ฟังบันทึกถ้อยคำที่อ่านให้ฟัง /

ได้อ่านบันทึกถ้อยคำเองแล้ว ขอรับรองว่าเป็นบันทึกถ้อยคำที่ถูกต้องจึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าคณะ

กรรมการสอบสวน

………….(ลายมือชื่อ)…………ผู้ถูกกล่าวหา

(………………………………..)

………….(ลายมือชื่อ)…………ผู้บันทึกถ้อยคำ

(………………………………..)

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า…..…..(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)…….….ได้ให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อ

ต่อหน้าข้าพเจ้า

…………..(ลายมือชื่อ)…………ประธานกรรมการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการ

(…………………………………)

ฯลฯ ฯลฯ

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการและเลขานุการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… ผู้ช่วยเลขานุการ

(…………………………………)

 

 

หมายเหตุ 1. ให้ใช้แบบ สว.4 นี้ได้ทั้งการบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อ 42 วรรคสาม

และวรรคสี่ ข้อ 43 วรรคสาม และข้อ 48 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการ

รักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

2. ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้

บันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่ง

การกระทำไว้ด้วย

3. การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาต้องมีกรรมการสอบสวนร่วมสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่ง

หนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลง

ลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย

4. ถ้าผู้บันทึกถ้อยคำเป็นกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้ช่วยเลขานุการ

ให้ผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อทั้งในฐานะผู้บันทึกถ้อยคำและผู้รับรองการให้

ถ้อยคำ

5. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก

 

 

แบบ สว.5

 

บันทึกถ้อยคำพยานของฝ่ายกล่าวหา / ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา

เรื่อง การสอบสวน………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)………ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย อย่างร้ายแรง /

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตน

ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

---------------------------

สอบสวนที่…………………………………

วันที่………..เดือน………………พ.ศ……………

ข้าพเจ้า……….….(พยาน)……………อายุ………..ปี สัญชาติ…………………………….

ศาสนา…………….อาชีพ……………..……………..….(ระบุให้ชัดเจนว่าประกอบอาชีพอะไร ที่ใด ถ้าเป็น

ข้าราชการให้ระบุตำแหน่งและสังกัดด้วย)……………..…………อยู่บ้านเลขที่……………หมู่ที่………………

ตรอก / ซอย……………………….…………… ถนน…………………………………………………………..

แขวง / ตำบล……………………………………..เขต / อำเภอ…………………………………………………..

จังหวัด………………………………………….

คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นพยานในเรื่อง………………..

……………………………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)…………………....ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง /

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามคำสั่ง……………………….………..…(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…………ที่………./…….……เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่……..เดือน……………..………พ.ศ………

ข้าพเจ้าขอให้ถ้อยคำตามความสัตย์จริงดังต่อไปนี้

…………………………………………………………………………..…………………..

…………………………………………………………………………………………….…………………..

……………………………………………………………………………………………….………………..

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า คณะกรรมการสอบสวนมิได้กระทำการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระทำการใด เพื่อจูงใจให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำอย่างใด ๆ และข้าพเจ้าได้ฟังบันทึกถ้อยคำที่อ่านให้ฟัง/ได้อ่านบันทึกถ้อยคำเองแล้ว ขอรับรองว่าเป็นบันทึกถ้อยคำที่ถูกต้อง จึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวน

………….(ลายมือชื่อ)…………พยาน

(………………………………..)

………….(ลายมือชื่อ)…………ผู้บันทึกถ้อยคำ

(………………………………..)

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า…..…..(ชื่อพยานให้ถ้อยคำ)…….….ได้ให้ถ้อยคำและลงลายมือ

ชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า

…………..(ลายมือชื่อ)…………ประธานกรรมการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการ

(…………………………………)

ฯลฯ ฯลฯ

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการและเลขานุการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… ผู้ช่วยเลขานุการ

(…………………………………)

 

 

หมายเหตุ 1. ให้ใช้แบบ สว.5 นี้ได้ทั้งการบันทึกถ้อยคำของผู้กล่าวหาและบุคคลอื่นซึ่งมาให้

ถ้อยคำเป็นพยาน

2. การสอบปากคำพยานต้องมีกรรมการสอบสวนร่วมสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

ของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลง

ลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย

3. ถ้าผู้บันทึกถ้อยคำเป็นกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้ช่วยเลขานุการ

ให้ผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อทั้งในฐานะผู้บันทึกถ้อยคำและผู้รับรองการให้

ถ้อยคำ

4. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก

 

 

แบบ สว.6

 

รายงานการสอบสวน

วันที่………….เดือน………………..พ.ศ. ……………….

เรื่อง การสอบสวน…………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)….……ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง / หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

เรียน ……….(ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน)……….

ตามที่ได้มีคำสั่ง………(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)……….……ที่…....…/………..……..

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่…….……เดือน………………...……..พ.ศ. ……………………

เพื่อสอบสวน……………..…..(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)…….……….ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง /

หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ / บกพร่องในหน้าที่ราชการ / ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในเรื่อง……..(เรื่องที่กล่าวหา ถ้ากล่าวหาหลายเรื่องให้ระบุทุกเรื่อง)……….นั้น

ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว เมื่อวันที่……….เดือน……….……….….พ.ศ…….…….... และคณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนตามหมวด 4 ว่าด้วยการสอบสวนของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย เสร็จแล้ว จึงขอเสนอรายงานการสอบสวนดังต่อไปนี้

1. มูลกรณีเรื่องนี้ปรากฏขึ้นเนื่องจาก…..………………….…..(มีผู้ร้องเรียนหรือมีผู้รายงานว่าอย่างไร ในกรณีที่ได้มีการสืบสวนหรือสอบสวนได้ความประการใด ให้ระบุไว้ด้วย…………………………

……………………………………………………………………………………………………………….……

……………………………………………………………………………………………………………….……

2. คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้……………….(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)….…….………ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้วโดย……………(แจ้งและอธิบาย

ข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร และได้แจ้งโดยวิธีใด)…… ……………….

…………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………….

3.…………..…..(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)….……..……ผู้ถูกกล่าวหาได้ให้ถ้อยคำในเบื้องต้นว่า

………………...……(ให้ถ้อยคำในเบื้องต้นว่าอย่างไร หรือไม่ได้ให้ถ้อยคำในเบื้องต้นด้วยเหตุผลอย่างไร) ………………………………………………………………………………………………….………..….…….

……………………………………………………………………………………………………………….……

4. คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้ว

ได้ความว่า………………………..…………(อธิบายว่าได้ความอย่างไร ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวน

ไม่สอบสวนพยานใดตามข้อ 49 หรืองดการสอบสวนพยานหลักฐานใดตามข้อ 50 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ให้ระบุพยานที่ไม่สอบสวนหรือพยานหลักฐานที่งดสอบสวนนั้น พร้อมทั้งเหตุผลไว้ด้วย)……………………………………….…………………………………...

……………………………………………………………………………………………………………….……

……………………………………………………………………………………………………………..……..

……………………………………………………………………………………………………………..……..

……………………………………………………………………………………………………………..……..

…………………………………………………………………………………………………………..………..

……………………………………………………………………………………………………………..……..

5. คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้………………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)…...……….ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ลงวันที่………….…..…..เดือน………………..พ.ศ……………….. ….โดย…..…….(อธิบายวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา)…………………...

……………………………………………………………………………………………………………….……

6. คณะกรรมการสอบสวนได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือขอให้ถ้อยคำ หรือขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาแล้ว…………(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)……………..……..ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา / ให้ถ้อยคำ / นำสืบแก้ข้อกล่าวหา……………………..….…..…(รายละเอียดเกี่ยวกับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือการให้ถ้อยคำ หรือการนำสืบแก้ข้อกล่าวหาว่าอย่างไร และในกรณีที่ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลอย่างไร และได้นำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยอ้างพยานหลักฐาน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนตามคำขอของผู้ถูกกล่าวหาได้ความโดยสรุปว่าอย่างไร หรือไม่ได้มีการนำสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วยเหตุผลอย่างไร ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สอบสวนพยานใดตามข้อ 49 หรืองดการสอบสวนพยานหลักฐานใดตามข้อ 50 ของ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ให้ระบุพยานที่ไม่สอบสวนหรือพยานหลักฐานที่งดสอบสวนพร้อมทั้งเหตุผลไว้ด้วย และในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) ไว้ด้วย

…………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………..…………

………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………….

7. คณะกรรมการสอบสวนได้ประชุมพิจารณาลงมติแล้ว เห็นว่า……………….……………

…………………….…..(สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวน กำหนดประเด็นและวินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหาว่าจะรับฟังพยานหลักฐานใดได้หรือไม่ เพียงใด โดยอาศัยเหตุผลอย่างไร และผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย อย่างไร หรือไม่ ถ้าผิด เป็นความผิดวินัยกรณีใดตามข้อใด และควรได้รับโทษสถานใด หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 4 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ หรือไม่ อย่างไร หรือมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามข้อ 5 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการหรือไม่ อย่างไร)……………………………………………………………………………………………………………….

..…………………………………………………………………………………………………………………...

…………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………….

 

คณะกรรมการสอบสวนจึงขอเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป

…………..(ลายมือชื่อ)…………ประธานกรรมการ

(…………………………………)

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการ

(…………………………………)

ฯลฯ ฯลฯ

…………..(ลายมือชื่อ)………… กรรมการและเลขานุการ

(…………………………………)

หมายเหตุ 1. การประชุมพิจารณาลงมติตามข้อ 57 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและ

การรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุม

ไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวน

ทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลงลายมือชื่อในบันทึกนี้ หาก

กรรมการสอบสวนคนใดมีความเห็นแย้ง ให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับ

รายงานการสอบสวน

2. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก

 

แบบ ลท.1

ครุฑ

คำสั่ง………(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./………(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ลงโทษภาคทัณฑ์

………………….

ด้วย………….(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)……..…ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด……….

ตำแหน่ง……………………….………..ระดับ…………..สังกัด……………………………………………..

ตำแหน่งเลขที่……………….……………รับเงินเดือนในอันดับ….…….……..ขั้น……………..….…..บาท

ได้กระทำผิดวินัยในกรณี……………..………(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)

………………………………..………………………………..……………………………………………...

…………………………………..…………………………..………………………………………………...

เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน……………………………………………………………………

ตามข้อ ……………………ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย สมควรได้รับโทษภาคทัณฑ์

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย จึงให้ลงโทษภาคทัณฑ์…………………….....(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)…………………………………………………….

หาก………..(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).….ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่…………………………พ.ศ………….เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่…………………………..พ.ศ. ………..

(ลงชื่อ)

(…………ชื่อผู้สั่ง…………..)

…………(ตำแหน่ง)…………

 

 

 

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลงโทษภาคทัณฑ์ ตามข้อ 67 ของ

มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

2. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการ

บริหารงาน และตำแหน่งในสายงาน ถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจำองค์การ

บริหารส่วนจังหวัด ให้ระบุฐานะดังกล่าวแทนตำแหน่งและระดับ

3. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุวรรค

ด้วย และให้ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการ

ดำเนินการทางวินัยที่ใช้อยู่ในขณะกระทำผิด

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

 

แบบ ลท.2

ครุฑ

คำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน

………………

ด้วย……..(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)………ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด…………

ตำแหน่ง………………………………….ระดับ…………….สังกัด……………………………………..

ตำแหน่งเลขที่……………………………รับเงินเดือนในอันดับ…………….ขั้น……………………บาท

ได้กระทำผิดวินัยในกรณี…….……..……...(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)

…………………………………………….…………………………….………………………………….

……………………………………………………………………….……….…………………………….

เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน……………………..…….……………………………………

ตามข้อ..….…………….ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

สมควรได้รับโทษตัดเงินเดือน……% เป็นเวลา……….เดือน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัยจึงให้ลงโทษตัดเงินเดือน………..(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษและอัตราโทษ)……..……% เป็นเวลา….…….เดือน

หาก…….…(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)…..…ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน………………………..พ.ศ…………เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่……………………………พ.ศ…………

(ลงชื่อ)

(………..ชื่อผู้สั่ง…………….)

…………(ตำแหน่ง)…………

 

 

 

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.2 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลงโทษตัดเงินเดือน ตามข้อ 67 ของ

มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

2. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการ

บริหารงาน และตำแหน่งในสายงานถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจำองค์การ

บริหารส่วนจังหวัด ให้ระบุฐานะดังกล่าวแทนตำแหน่งและระดับ

3. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุ

วรรคด้วย และให้ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และ

การดำเนินการทางวินัยที่ใช้อยู่ในขณะกระทำผิด

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ ลท.3

ครุฑ

คำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ลงโทษลดขั้นเงินเดือน

………………

ด้วย………..(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)…..……..ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด..………

ตำแหน่ง………………………………….ระดับ………….สังกัด…………………………..……………….

ตำแหน่งเลขที่……………………………รับเงินเดือนในอันดับ……….……….ขั้น……………………บาท

ได้กระทำผิดวินัยในกรณี……………...……...(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)

………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………..

เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน………………..…………………………………………………

ตามข้อ..……………..….ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

สมควรได้รับโทษลดขั้นเงินเดือน…………..ขั้น

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และข้อ 67 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย จึงให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือน……..(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษและอัตราโทษ)……ขั้น

หาก…….…(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).…….ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน………………………..พ.ศ…………เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่……………………………พ.ศ…………

(ลงชื่อ)

(………..ชื่อผู้สั่ง…………….)

…………(ตำแหน่ง)…………

 

 

 

 

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.3 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ลงโทษลดขั้นเงินเดือน ตามข้อ 67

ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

2. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการ

บริหารงาน และตำแหน่งในสายงานถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจำองค์การ

บริหารส่วนจังหวัด ให้ระบุฐานะดังกล่าวแทนตำแหน่งและระดับ

3. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุ

วรรคด้วย และให้ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และ

การดำเนินการทางวินัยที่ใช้อยู่ในขณะกระทำผิด

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ ลท.4

ครุฑ

คำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ลงโทษ…….ออกจากราชการ

………………..

ด้วย…..….(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)……....ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด…………….

ตำแหน่ง………………………………….ระดับ………….สังกัด………………………………….…………

ตำแหน่งเลขที่……………………………รับเงินเดือนในอันดับ……………….ขั้น……………………บาท

ได้กระทำผิดวินัยในกรณี…………...………...(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)

………………………………………………………….…………………………………………………….

………………………………………………………….…………………………………………………….

เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน………………………………………………………………………

ตามข้อ..……………...……ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

และคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด…………...(ระบุชื่อ)….…….……ในการประชุม

ครั้งที่………/……….(เลข พ.ศ.) เมื่อวันที่………………พ.ศ……...….ได้มีมติให้ลงโทษ…………..….….

(ระบุสถานโทษและชื่อผู้ถูกลงโทษ)…..…ออกจากราชการ

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และข้อ 68 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย จึงให้ลงโทษ……………..….(ระบุสถานโทษและชื่อผู้ถูกลงโทษ)…….…..ออกจากราชการ

หาก….…(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)………ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน………………………..พ.ศ…………เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่……………………………พ.ศ…………

(ลงชื่อ)

(………..ชื่อผู้สั่ง…………….)

…………(ตำแหน่ง)…………

 

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.4 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ตามข้อ 68

ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

2. การระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งในการ

บริหารงาน และตำแหน่งในสายงานถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจำองค์การบริหาร

ส่วนจังหวัด ถูกสั่งพักราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามข้อ 25 ให้ระบุฐานะ

ดังกล่าวไว้ด้วย

3. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุวรรคด้วย

และให้ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทาง

วินัยที่ใช้อยู่ในขณะกระทำผิด

4. การกำหนดโทษถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะระบุไว้ในคำสั่งด้วยก็ได้

5. การสั่งให้คำสั่งมีผลบังคับตั้งแต่วันใด ให้เป็นไปตามหมวด 4 ว่าด้วยวันออกจาก

ราชการของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ

การให้ออกจากราชการ

6. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ ลท.5

ครุฑ

คำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง เพิ่มโทษ / ลดโทษ / งดโทษ / ยกโทษ

………………..

ตามคำสั่ง…….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…….…ที่……./……..ลงวันที่……….

พ.ศ………..ลงโทษ………(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)…….…ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด…………....

ตำแหน่ง……………………..……………ระดับ…………..สังกัด…………….……………..….………….

ตำแหน่งเลขที่………………………………รับเงินเดือนในอันดับ……………ขั้น….………………….บาท

ซึ่งกระทำผิดวินัยในกรณี………….…….(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)

……………………………………………………………………………………………………………...…

……………………………………………………………………………………………………...…………

………………………………………………………………………………………………………………...

………………………………………………………………………………………………………………...

อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน………………………………………………………..………

ตามข้อ…………….………ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

โดยให้ลงโทษภาคทัณฑ์/ตัดเงินเดือน………% เป็นเวลา………..เดือน/ลดขั้นเงินเดือน……..…………..ขั้น

และได้รายงานการลงโทษต่อคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด นั้น

……….(ระบุคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด)………………… ….ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การลงโทษดังกล่าวเป็นการไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม โดย………….………………...(ระบุความเห็นโดยสรุป)……………… ……………………………………………………………………...

……………………………………………………………………………………………………….………..

………………………………………………………………………………………………………….……..

………………………………………………….……………………………………………………………..

………...……(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)……………..….. สมควรได้รับการเพิ่มโทษ/ลดโทษเป็นลดขั้นเงินเดือน

…………….ขั้น/ตัดเงินเดือน……………% เป็นเวลา……………เดือน/ภาคทัณฑ์

 

 

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วน

ท้องถิ่น พ.ศ.2542 ข้อ 67 และข้อ 70 วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย จึงให้เพิ่มโทษ/ลดโทษ…….... (ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)……… จาก………..….(ระบุสถานโทษและอัตราโทษเดิม)………..….เป็น………(ระบุสถานโทษและอัตราโทษที่เพิ่มหรือลด และสำหรับกรณีลดขั้นเงินเดือนให้ระบุด้วยว่า โดยให้ลดจากรับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใดเป็นให้รับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใด)…………………………

หาก………...(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)….…ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่…..………………………..…………เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่……………………………พ.ศ…………

(ลงชื่อ)

(………..ชื่อผู้สั่ง…………….)

…………(ตำแหน่ง)…………

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.5 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามมติคณะกรรรมการ

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามข้อ 70 วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ

วินัยและ การรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย

2. ถ้าเป็นกรณีลงโทษตามข้อ 70 วรรคหนึ่ง ที่ไม่ใช่เป็นการเพิ่มโทษ หรือลดโทษ

ให้ใช้ แบบ ลท. 1 แบบ ลท.2 หรือแบบ ลท.3 แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม

3. คำสั่งงดโทษ หรือยกโทษ ไม่ต้องใช้คำว่า "ทั้งนี้ ตั้งแต่………….เป็นต้นไป"

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

แบบ ลท.6

ครุฑ

คำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ยกโทษ / งดโทษ /ลดโทษ /เพิ่มโทษ

……………….

ตามคำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด).…ที่…..……/…..……ลงวันที่……………

พ.ศ………...ลงโทษ………...(ระบุโทษและอัตราโทษ)………....แก่…….(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)………………

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด………………….ตำแหน่ง……………………………….ระดับ……….

สังกัด……………..……ตำแหน่งเลขที่……………...รับเงินเดือนในอันดับ………….ขั้น………….….บาท

ซึ่งกระทำผิดวินัยในกรณี……………………………………….…………..(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป

ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)………………………………………………………………………….………

อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐาน…………………………………………………………………

ตามข้อ………ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย นั้น

…..(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)………….….ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว และคณะกรรมการ

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด.…..……………..….ในการประชุมครั้งที่………….…..…/.(เลข พ.ศ.)…. เมื่อวันที่………...…พ.ศ…………ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า…………..….…(ระบุความเห็นของคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด)……………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………..………

……………………………………………………………………………………………………………….

จึงมีมติให้……………(ระบุมติของคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…………………

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และข้อ 2 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ จึงให้…………………………………………………………….………………………………

ทั้งนี้ ตั้งแต่………………………………….เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่………………………..พ.ศ. ……..

(ลงชื่อ)

(…………ชื่อผู้สั่ง)………….)

…………(ตำแหน่ง)…………

 

 

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.6 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามมติคณะกรรรมการ

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามข้อ 2 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการ

อุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์ และการร้องทุกข์

2. การเพิ่มโทษหรือลดโทษให้ระบุด้วยว่าเพิ่มหรือลดจากสถานโทษและอัตราโทษใดเป็น

สถานโทษและอัตราโทษใด และสำหรับกรณีลดขั้นเงินเดือน ให้ระบุด้วยว่าให้ลดจาก

รับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใด เป็นให้รับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใด

3. คำสั่งงดโทษ หรือยกโทษ ไม่ต้องใช้คำว่า "ทั้งนี้ ตั้งแต่…………เป็นต้นไป"

4. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก

 

 

แบบ ลท.7

ครุฑ

คำสั่ง….(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

ที่………./……….(เลข พ.ศ.)

เรื่อง ยกโทษ / งดโทษ /ลดโทษ /เพิ่มโทษ

และให้กลับเข้ารับราชการ

……………….

ตามคำสั่ง……(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)….…ที่……..…/…….…ลงวันที่…….…..

พ.ศ………...ลงโทษ………...(ระบุโทษและอัตราโทษ)………....แก่……(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)……………….

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด……….………….….ตำแหน่ง………………..……….ระดับ…………..

สังกัด…………………ตำแหน่งเลขที่………………..รับเงินเดือนในอันดับ…….…ขั้น…………….บาท

ซึ่งกระทำผิดวินัยในกรณี………………………………………………..…..(ระบุกรณีกระทำผิดโดยสรุป

ถ้าหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)…………………………………………………………………………….………

…………………………………………………………………………………………………………………..

อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐาน……………………………………………………………………

ตามข้อ………ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย นั้น

……(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)…………...…………ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว และคณะคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด.…………...ในการประชุมครั้งที่…..../…..(เลข พ.ศ.)…. เมื่อวันที่…….พ.ศ………. ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วแล้วเห็นว่า………..….…(ระบุมติคณะกรรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…….……………………………………………………………………………….

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

พ.ศ.2542 และข้อ 3 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ จึงให้………………….………และให้…………(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ) …………………. กลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง………………………………………………ระดับ……………สังกัด…………..……………………..

ตำแหน่งเลขที่…..…………..รับเงินเดือนในอันดับ….……ขั้น………….บาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่……………………………..เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่……………………………..พ.ศ…………..

(ลงชื่อ)

(……………..ชื่อผู้สั่ง…………..)

……………(ตำแหน่ง)…………..

 

หมายเหตุ 1. แบบ ลท.7 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามมติคณะกรรรมการ

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามข้อ 3ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการ

อุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์

2. การเพิ่มโทษหรือลดโทษให้ระบุด้วยว่าเพิ่มหรือลดจากสถานโทษและอัตราโทษใดเป็น

สถานโทษและอัตราโทษใด และสำหรับกรณีลดขั้นเงินเดือน ให้ระบุด้วยว่าให้ลดจาก

รับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใด เป็นให้รับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใด

3. คำสั่งงดโทษ หรือยกโทษ ไม่ต้องใช้คำว่า "ทั้งนี้ ตั้งแต่………….เป็นต้นไป

4. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก

 

 

(สป.1)

 

แบบบันทึกสรุปประวัติและข้อเท็จจริง

ตอนที่ 1 ประวัติส่วนตัว

ชื่อตัว………………….ชื่อสกุล…………………วัน/เดือน/ปีเกิด……/………./………./

อายุตัว…….…ปี เริ่มรับราชการเมื่อ……../………/……….อายุราชการ………………ปี

ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง……………………ระดับ……….กอง/ส่วน/สำนัก…………..

องค์การบริหารส่วนจังหวัด…………………อำเภอ..….…….…...จังหวัด……………….

รับเงินเดือนในอันดับ…………ขั้น………………………….บาท ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง

……………………………………ระดับ………..กอง/ส่วน/สำนัก………………………

องค์การบริหารส่วนจังหวัด…………………อำเภอ………………..จังหวัด…………….

รับเงินเดือนในอันดับ………ขั้น………………………บาท วุฒิ……………………...

ตอนที่ 2 คำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน

คำสั่ง…(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…..ที่…./…(เลข พ.ศ.) ลงวันที่…………….…..

ชื่อกรรมการสอบสวน…………….…………….ระดับ……..ตำแหน่ง…………………

……………………………...ระดับ……..ตำแหน่ง…………………

……………………………...ระดับ……..ตำแหน่ง…………………

……………………………...ระดับ……..ตำแหน่ง…………………

ประธานกรรมการรับทราบคำสั่งเมื่อวันที่………………………………………………..

ผู้ถูกกล่าวหารับทราบ สว.3 เมื่อ…………………………………………………………

ขอขยายเวลาการสอบสวนจำนวน………ครั้ง รวมทั้งสิ้น………...วัน

เหตุผลในการขอขยายเวลาการสอบสวนเมื่อครบกำหนด 120 วันแล้ว…………………

คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานการสอบสวนเมื่อวันที่……………………………

 

 

 

- 2 -

ตอนที่ 3 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา

เหตุเกิดเมื่อ………………………………………………………………………………

ข้อกล่าวหา……………………………………………………………………………….

…………..……………………………………………………………………………….

…………..……………………………………………………………………………….

ตอนที่ 4 ความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง
 
ข้อเท็จจริงได้ความโดยสรุปว่า…………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………..

ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………..

ความเห็นของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด…………………………………………

…………………………………………………………………………………………..

ความเห็น/มติ ก.จ.จ……………………………………………………………………

ตอนที่ 5 ความเสียหายแก่ทางราชการ

กรณีนี้เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ คือ……………………………………………….

…………………………………………………………………………………………..

ตอนที่ 6 การสั่งลงโทษ/ให้ออกจากราชการ
 
คำสั่ง…(ชื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด)…ที่……./……ลงวันที่…….ลงโทษ……………

ตั้งแต่…………………เป็นความผิดวินัยตามข้อ………………………………………...

ให้ออกจากราชการเพราะ…………………………………………….ตามข้อ…………..

มีการเพิ่มโทษ/ลดโทษ จาก…………………….เป็น……………………………………

- 3 -

 

ตอนที่ 7 การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์
 
ผู้ถูกลงโทษอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ……………………………………………………….

เมื่อ………………………………………………………………………………………..

เหตุผลของการอุทธรณ์……………………………………………………………………

ความเห็น/มติของ…………………………………………………………………………

เห็นว่า………………………………………………………………………………….….

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด……………มีคำสั่งที่……..…/…….. ลงวันที่………….

สั่งตามมติ……….………………………………………………………….………….แล้ว

ตอนที่ 8 ประวัติการถูกลงโทษ
 
ครั้งที่ 1 เคยถูกลงโทษ……………….เมื่อ………………………….กรณี…………….

…………………………………………………………………………………………...

…………………………………………………………………………………………...

ครั้งที่ 2 เคยถูกลงโทษ………………เมื่อ………………………….กรณี…………….

…………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………..

การดำเนินการทางวินัย/การสั่งให้ออกจากราชการรายนี้ได้ดำเนินการสอบสวน

พิจารณาและสั่งการไปโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

องค์การบริหารส่วนจังหวัด……………อำเภอ………..……จังหวัด……………

 

 

ลงชื่อ……………………………………ผู้บันทึก

(………………………………..)

ตำแหน่ง………………………………

วันที่…………………………………….